Featured

คาดหวังกับสเตอร์ริดจ์

    หลังจากก่อนหน้านี้ที่แทบจะหมดโอกาส หมดอนาคตในถิ่นแอนฟิลด์ไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าสิงห์อีซ้ายชาวอังกฤษจะตายยาก ที่ดูเหมือนว่าจะกลับมาฟื้นคืนชีพ และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของลิเวอร์พูลในการเบียดลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเขาน่าจะหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ติดตัวเค้ามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เริ่มค้าแข้งมากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อมาเชลซี และกับลิเวอร์พูลนี้ด้วยที่แทบจะไม่มีฤดูกาลไหนที่เขาไม่เจ็บเลย ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาไม่ค่อยต่อเนื่อง และในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาก็ถูกปล่อยไปให้กับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยนยืมตัวไปใช้งานด้วย ซึ่งเกือบเป็นการขายขาดแล้วด้วยซ้ำ แต่พอย้ายไปลงสนามได้ไม่นานก็เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันดูเหมือนจะหมดความอดทนกับกองหน้าวัย 28 ปีรายนี้แล้ว และพร้อมจะปล่อยเขาออกไปจากทีมพร้อมๆ กับแดนนี่ อิงคส์ กองหน้าอีกรายที่ก็บาดเจ็บเป็นอาจิน แต่สเตอร์ริดจ์ก็เคยมีฤดูกาลที่ไม่บาดเจ็บเหมือนกันคือ 2013-2014 ที่เขาทำได้ถึง 21 ประตูในลีกโดยการจับคู่กับหลุยส์ ซัวเรซในฤดูกาลนั้นที่ทีมเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก

แต่ในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมาที่ลิเวอร์พูลมีการเริ่มเก็บตัวกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม และทางดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ก็ไม่ได้ไปติดทีมชาติอังกฤษทำศึกฟุตบอลโลกแต่อย่างใด ทำให้เขาได้ทำการเก็บตัวกับเพื่อนร่วมทีมเร็ว และได้เริ่มลงสนามเรียกความฟิตและความมั่นใจตั้งแต่แรกๆ ที่พวกเขาอุ่นเครื่องกับทีมเล็กๆ และทำประตูได้มาเรื่อยๆ ทำให้เขามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น บวกกับร่างกายที่ยังสดชื่นที่ได้พักในช่วงปิดฤดูกาลมา ทำให้ฟอร์มดีมาอย่างต่อเนื่อง บวกกับการมีเกมอุ่นเครื่องถึง 9 นัดของลิเวอร์พูล ทำให้เขาได้โอกาสลงสนามอยู่ตลอด และก็ยังทำผลงานได้ดีอยู่เรื่อยๆ โดยใน 9 นัดในการอุ่นเครื่องสเตอร์ริดจ์ได้ลงสนามทั้งหมด 368 นาที และทำได้ถึง 6 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมทีเดียวสำหรับเขา และเขาดูแข็งแรงขึ้นมากจากฤดูกาลก่อนหน้านี้ด้วย

ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ อาจจะเป็นไพ่ใบสำคัญในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลด้วย แต่ต้องลุ้นว่าเขาจะรักษาสภาพร่างกายพร้อมลงสนามไปเป็นตัวสำรองทีเด็ดให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ได้ตลอดฤดูกาลนี้หรือไม่

บทความโดย  xn--789-1kl1enag3hb9fba7yzb6h.com

ปัญหาของ 2 หอก

    เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันพอสมควรเลยทีเดียว ในเรื่องของปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกทีมชาติเซเนกัล และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ดาวซัลโวประจำทีมของลิเวอร์พูลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่ฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าจะมีการไม่กินเส้นกันอย่างเห็นได้ชัดหลายต่อหลายครั้งในแต่ละเกมที่ลงสนาม ที่ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะยังทำผลงานได้อย่างสุดยอดอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพที่ออกสู่สายตาแฟนฟุตบอลนั้นเห็นได้ชัดว่ามีการอยากเด่นอยากดังเกิดขึ้นอย่างแน่นอนระหว่าง 2 คนนี้ และมักไม่ค่อยส่งบอลให้กันและกันในจังหวะที่ควรส่ง และทำให้ลิเวอร์พูลพลาดโอกาสทำประตูไปหลายครั้งแล้วด้วยในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ถูกผู้สื่อข่าวตั้งคำถามหลายครั้งเลยทีเดียว เพราะเห็นได้ชัดมากในนัดที่ลิเวอร์พูลบุกไปเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สได้ถึงเวมบลีย์ 2-1 ซึ่งลิเวอร์พูลมีโอกาสสวนกลับได้หลายจังหวะทีเดียว แต่ซาดิโอ มาเน่ มักจะเลือกหาจังหวะทำประตูเอง หรือไม่ก็ส่งให้ทางนาบี เกต้ามากกว่า แทนที่จะเป็นส่งให้โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวระหว่างความสัมพันธ์ภายในทีมตอนนี้ แต่ว่ากระแสยังไม่แรงมากนัก เนื่องจากทีมยังได้รับผลการแข่งขันที่ดีอยู่ แต่กุนซือชาวเยอรมันก็ไม่ควรจะปล่อยเรื่องนี้ให้หลุดลอยไป และให้ปัญหามันคาราคาซังไปตลอด และควรรีบจัดการปัญหานี้ให้ได้โดยด่วน หากหวังว่าจะให้ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

ซาดิโอ มาเน่ ที่ตอนนี้รับบทเป็นกัปตันทีมชาติเซเนกัลด้วย เคยมีปัญหาในเรื่องของทัศนคติการเล่น และการเลือกจังหวะสุดท้ายที่ไม่ค่อยดีมาแล้วเมื่อฤดูกาลก่อน ถ้าจำกันได้ก็คือเกมที่ลิเวอร์พูลทำศึกเมอร์ซี่ย์ไดซ์ ดาร์บี้ แมตช์ที่พบกับเอฟเวอร์ตันที่แอนฟิลด์เมื่อช่วงปลายปีก่อน แล้วมีจังหวะที่มาเน่หลุดเดี่ยวไป แล้วมีตัวเลือกในการส่งที่ดี แต่เขากลับเลือกที่จะทำประตูเอง และยิงไม่เข้า จนสุดท้ายลิเวอร์พูลไปถูกตีเสมอจากจุดโทษของเวย์น รูนี่ย์ ทำให้หลังจากนั้นซาดิโอ มาเน่ โดนต่อว่าหนักทีเดียว แต่หลังจากนั้นมาดูเหมือนว่าเขาจะปรับตัวและเล่นเพื่อทีมได้ดีขึ้น จนทำให้ลิเวอร์พูลไปได้ไกลถึงนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลยทีเดียว ซึ่งฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าปัญหามันจะกลับมาอีกครั้งแล้ว และเหมือนจะรุนแรงกว่าครั้งที่แล้วด้วย ทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องรีบปรับความเข้าใจระหว่างซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ให้ดีขึ้นโดยเร็ว

การเปิดบอลของเทรนต์

    ในบรรดาแผงหลังแบ็ค 4 ของลิเวอร์พูลที่ไม่เสียประตูในศึกพรีเมียร์ลีกใน 2 นัดแรกที่ผ่านมา พวกเขาถูกมองว่ามี 3 ตำแหน่งแล้วที่จะได้ยืดตำแหน่งตัวจริงยาวในฤดูกาลนี้ โดยแบ็คซ้ายเป็นทางแอนดรูว โรเบิร์ตสัน แบ็คทีมชาติสก็อตแลนด์ ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าอัลเบร์โต้ โมเรโน่ แบ็คชาวสเปนอย่างแน่นอน ส่วนคู่ปราการหลังตัวกลางตอนนี้เป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ที่จะเป็นคนสั่งการแนวรับ ส่วนอีกคนคือโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีทีเดียว แต่หากว่านักเตะที่เจ็บกลับมาพร้อมลงสนามทั้งหมด โจ โกเมซน่าจะหลุดไปเป็นตัวเลือกอันดับที่ 4 ด้วยซ้ำ โดยเดยาน ลอฟเรน กองหลังรองแชมป์โลกชาวโครเอเชีย ที่น่าจะได้จับคู่กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์หลังจากเขาหายเจ็บกลับมา โดยมีโจเอล มาติป เป็นตัวสแตนด์บาย ส่วนในตำแหน่งแบ็คขวาเป็นเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็คขวาทีมชาติอังกฤษ ที่สามารถแย่งตัวจริงจากนาธาเนี่ยล ไคลน์ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ฟอร์มการเล่นในช่วง 2 นัดที่ผ่านมาของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็คขวาเด็กปั้นของทีมวัย 19 ปี ดุจะยังไม่เข้าตาซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะการเติมเกมรุกที่ได้มีพื้นที่ในการเติมเกม และการเปิดบอลตลอดทั้ง 2 นัดที่ผ่านมา แต่ว่าเขายังเปิดบอลได้น่าผิดหวังมากๆ ในหลายจังหวะที่เขามีพื้นที่มีเวลาในการเปิดบอล แต่กลับทำได้อย่างน่าผิดหวังในด้านของเกมรุก แต่ในส่วนของเกมรับยังรักษาพื้นที่ได้ดีอยู่ ซึ่งยังพอมีโอกาสอยู่บ้างสำหรับนาธาเนี่ยล ไคลย์ที่จะมีโอกาสได้ลงสนามกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง หากว่าเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ยังเปิดบอลได้ไม่เข้าเป้าแบบนี้ ซึ่งเขาพึ่งมาเป็นในช่วงนี้เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังมากๆ ทั้งๆ ที่เขาได้รับมอบหมายเป็นคนเตะลูกตั้งเตะของทีมด้วย ทั้งลูกเตะมุม หรือลูกฟรีคิกต่างๆ แต่กลับเปิดบอลในการเล่นแบบโอเพ่น เพลย์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งตอนนี้อาจจะยังเป็นจุดที่ไม่ได้เสียหายอะไร เนื่องจากทีมยังสามารถเก็บชัยชนะได้อยู่ แต่หากว่าผลการแข่งขันออกมาไม่ดีเมื่ไหร่ คาดว่าประเด็นการเปิดบอลล้นตลอดของดาวรุ่งวัย 19 ปีจะกลายมาเป็นประเด็นอย่างแน่นอน ซึ่งในตำแหน่งนี้น่าจะลองให้โอกาสนาธาเนี่ยล ไคลน์ดูซักหน หากว่าทำได้ดีกว่าจะได้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง และหากว่าทำผลงานได้แย่กว่าก็จับนั่งสำรองไปยาวๆ ก็ยังได้

ปล่อยคาริอุส

    หลังจากที่ลอริส คาริอุส นายประตูชาวเยอรมันวัย 25 ปีไปพลาดทำให้ทีมเสีย 2 ประตูสำคัญในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดชิงชนะเลิศเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้ว หลังจากนั้นมาเขาก็ประสบปัญหาชีวิตมาโดยตลอด ทั้งการต้องเข้าการรักษาอาการคอนคัชชั่น หรืออาการที่เกิดจากการกระทบกระเทือนทางสมอง ซึ่งก็เกิดมาจากในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกนัดนั้นนั่นเอง ที่เขาไปมีจังหวะปะทะกับนักเตะของทางฝั่งเรอัล มาดริด และหลังจากนั้นมาก็เริ่มมีแฟนบอลของลิเวอร์พูล หรือว่าทีมอื่นๆ ก็เริ่มไปล้อเลียนเขาผ่านทางโซเชี่ยล มีเดียร์ต่างๆ โดยเฉพาะทางอินสตาแกรม และสิ่งที่สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ทางเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีมหมดความไว้ใจในตัวของคาริอุสก็คือการมาพลาดอีกครั้งในช่วงของการพรีซีซั่นในนัดที่พบกับทรานเมียร์ โรเวอร์ส ที่เขาไปรับลูกฟรีคิกกระฉอกจนทำให้โดนซ้ำและเสียประตูในที่สุด รวมถึงการมาพลาดซ้ำ 2 ในนัดที่พบกับโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์อีกครั้ง ในศึก ICC 2018 นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ต้องหันไปคว้าตัวอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูตัวเก่งของโรม่ามาเฝ้าเสาในฤดูกาลนี้ทันที

หลังจากนั้นมาคาริอุสก็แทบไม่ได้ลงสนามเฝ้าเสาให้ทีมเลย จนกระทั่งในนัดอุ่นเครื่องเกมสุดท้ายของลิเวอร์พูล ที่เปิดรังแอนฟิลด์พบกับโตริโน่ ซึ่งเขาได้ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในครึ่งหลังแทนที่ของอลิสซง เบ็คเกอร์ ซึ่งแฟนๆ ในสนามวันนั้นยังส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจเขากันทั่วสนาม ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นเป็นอย่างมาก และมันน่าจะทำให้ลอริส คาริอุสได้กำลังใจกลับคืนมาไม่น้อย แต่ในเมื่อฤดูกาลนี้เขาจะไม่มีโอกาสลงสนามเรียกความมั่นใจแน่ๆ เมื่อทีมไปซื้อนายประตูคนใหม่มาแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาก็คือการย้ายออกไปเรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง โดยเขากำลังจะได้ย้ายไปร่วมทีมเบซิคตัส ทีมใหญ่ในซุเปอร์ลีกของประเทศตุรกีด้วยสัญญายืมตัว 2 ปี พร้อมออปชั่นที่สามารถซื้อขาดได้ในภายหลังด้วย

การได้กลับมาลงสนามอีกครั้งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลอริส คาริอุสกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง ซึ่งเขาถือว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ใช้ได้คนหนึ่งเลยทีเดียว ก่อนที่จะไปพลาดในนัดสำคัญนัดนั้น และมันก็คงเป็นตราบาปสำหรับเขาไปตลอด หากยังสวมยูนิฟอร์มของลิเวอร์พูลอยู่ การย้ายทีมออกไปคือทางเลือกที่ดีที่สุดของตัวนักเตะ

คลีนชีต

    จากชัยชนะทั้ง 2 นัดที่ผ่านมาของลิเวอร์พูล ถือว่าพวกเขาทำผลงานได้เพอร์เฟ็คต์มากทีเดียว เมื่อยังเป็นทีมเดียวที่ยังไม่เสียประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และขึ้นไปเป็นอันดับที่ 2 ของตารางการแข่งขัน โดยเป็นรองประตูได้เสียกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียงประตูเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่แฟนบอล “เดอะ ค็อป” ปลาบปลื้มที่สุดคงจะเป็นการที่ทีมรักของพวกเขายังไม่เสียประตูให้กับคูแข่งมากกว่า ซึ่งหาได้ยากมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่พวกเขาจะมีแนวรับที่ดูแข็งแกร่งเหมือนอย่างเช่น 2 นัดแรกของฤดูกาลที่ผ่านมา สิ่งสำคัญก็คือการที่พวกเขามีเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์ที่ไปยอมทุ่มเงินซื้อมาจากเซาต์แธมตันด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ จนกลายเป็นสถิติกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกจนถึงตอนนี้ ซึ่งกองหลังวัย 27 ปีมาทำให้ลิเวอร์พูลมีเกมรับที่นิ่งขึ้นมาก โดยเฉพาะเรื่องของลูกกลางอากาศซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของลิเวอร์พูลเมื่อหลายๆ ปีก่อน แต่การเข้ามาของฟาน ไดจค์ทำให้จุดอ่อนนี้ของทีมหายไปทันที โดยเฉพาะการเบียดแย่งโหม่งกับกองหน้า ฟาน ไดจค์มักจะเก็บได้โดยตลอด และทำให้ลิเวอร์พูลเอาบอลมาครอง และบุกต่อได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกมของลิเวอร์พูลไหลลื่นขึ้นมากอย่างที่เห็นในช่วงพรีซีซั่นและใน 2 นัดแรกที่ผ่านมา โดยในช่วงนี้เขาจับคู่กับโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่ง ซึ่งเล่นกันได้ลงตัวทีเดียว ถึงแม้ว่าจะขาดเดยาน ลอฟเรน และโจเอล มาติปไปก็ตาม แต่เหมือนจะไม่มีผลแต่อย่างใด หากยังมีเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์คุมแนวรับอยู่

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลนิ่งขึ้นในแนวรับก็คือการมีผู้รักษาประตูที่ดีและไว้ใจได้อย่างอลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมชาติบราซิล ที่ย้ายมาจากโรม่าจนกลายเป็นประตูที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกอยู่ประมาณ 1 เดือนด้วย ก่อนที่จะถูกเกป้า อาร์ริซาบาลาก้า นายประตูทีมชาติสเปนที่ย้ายจากแอตเลติก บิลเบาสู่เชลซีด้วยค่าตัว 80 ล้านยูโร ซึ่งอลิสซงทำผลงานได้ไม่มีข้อผิดพลาดแต่อย่างใด ทำให้กองหลังเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้นด้วย และที่สำคัญเขาเป็นผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าได้เก่งมาก และเปิดบอลได้อย่างแม่นยำ ทำให้การเสียบอลของลิเวอร์พูลน้อยลงด้วย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ลิเวอร์พูลยังรักษาคลีน ชีตมาได้ใน 2 นัดที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าแตกต่างจากฤดูกาลก่อนๆ มาก

“หงส์” สนามซ้อม

     หลังจากที่แพ้ให้กับเรอัล มาดริดอย่างน่าเจ็บใจ 1-3 ในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก็เหมือนกับว่าทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ทำการบ้านมาหนักทีเดียวกับการวางแผนพรีซีซั่นในฤดูกาลนี้ ทั้งเรื่องของการเสริมทัพ รวมถึงเรื่องของการวางแผนการอุ่นเครื่องต่างๆ ด้วย โดยทีม “หงส์แดง” วางแผนการอุ่นเครื่องในช่วงหน้าร้อนนี้ไว้ถึง 9 นัดเลยทีเดียว ซึ่งพวกเขาเริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมเลยด้วย เรียกได้ว่าเริ่มเตะกันก่อนที่ฟุตบอลโลกที่รัสเซียยังไม่จบเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าช่วงนั้นจะเป็นนักเตะดาวรุ่ง และนักเตะที่ไม่ได้ติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมทีม และการทำการบ้านของกุนซือวัย 51 ปีที่ฤดูกาลนี้เขาดูจะมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะต้องพาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จให้ได้ไม่รายการใดรายการหนึ่งก็ตาม

ซึ่งจากผลงานการอุ่นเครื่องที่ผ่านมา ถือว่าลิเวอร์พูลเล่นกันได้อย่างสมราคาในการเป็นเต็ง 2 ที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้เป็นอย่างมาก รวมถึงสมราคากับมูลค่านักเตะที่พวกเขาใช้ซื้อไปในช่วงซัมเมอร์นี้ ที่พวกเขาใช้ไปกว่า 170 ล้านปอนด์ เพื่อแลกกับนักเตะ 4 คน ทั้งฟาบินโญ่ กองกลางตัวรับชาวบราซิเลี่ยน นาบี เกต้า จอมทัพทีมชาติกินี เซอร์ดาน ชากิรี ตัวรุกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ และอลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ซึ่งต่างได้เผดิมสนามในสีเสื้อของลิเวอร์พูลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากฟอร์มการอุ่นเครื่องที่ผ่านมา บรรดานักเตะใหม่ต่างกำลังอยู่ในระหว่างการปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีม รวมถึงปรับตัวกับสไตล์การเล่นของเจอร์เก้น คล็อปป์ด้วย ซึ่งก็มีแนวโน้มไปในทางที่ดีทั้งนั้น รวมถึงผลงานการอุ่นเครื่องที่ผ่านมาที่ถึงแม้ว่าจะวัดผลอะไรไม่ได้มากก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นผลการแข่ง%

เกมรับที่ยังเป็นคำถาม

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในยุคการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันขึ้นชื่อเรื่องการมีเกมรุกที่ดุดันอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งคล็อปป์มีสไตล์การคุมทีมที่โดดเด่นเรื่องเกมรุกมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ตอนที่คุมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ จนสามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีก้าเหนือบาเยิร์น มิวนิคมาแล้ว แต่ปัญหาเรื่องเกมรับถือว่ายังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกในช่วงเวลา 2 ฤดูกาลเศษๆ ที่เข้ามาคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์ ซึ่งกุนซือวัย 51 ปีก็พยายามใช้นักเตะตัวเดิมๆ ลองแก้ไขปัญหามาก่อน จนเห็นว่ามันไม่สามารถเยียวยาได้แล้วจึงไปยอมซื้อเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงของเซาต์แธมตันมาร่วมทีมด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวที่แพงที่สุดในโลกในตำแหน่งกองหลังอีกด้วยเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และทำให้เกมรับของทีมดูดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และสามารถพาทีมผ่านเข้าชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ด้วย ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะพ่ายให้กับเรอัล มาดริดอย่างน่าเสียดายก็ตาม

หลังจากพ่ายให้กับเรอัล มาดริด 1-3 ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ทำให้พฤติกรรมการซื้อนักเตะของเจอร์เก้น คล็อปป์เปลี่ยนไป และใช้เงินซื้อนักเตะมากขึ้นจนน่าตกใจ แต่สิ่งที่กุนซือชาวเยอรมันซื้อนั้นเป็นการซื้อในตำแหน่งผู้รักษาประตู คือไปได้อลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลของโรม่ามาร่วมทีมด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกอีกครั้งในตำแหน่งผู้รักษาประตู เพื่อจะเอามาเป็นมือ 1 แทนที่ของลอริส คาริอุส นายทวารวัย 25 ปีที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจนทำให้ทีมเสียประตูบ่อยครั้ง ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์เชื่อว่าอลิสซงจะมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จ แต่คำถามคือเกมรับของลิเวอร์พูลจะไว้ใจได้แล้วจริงหรือไม่ในฤดูกาลนี้ ส่วนเกมรุกนั้นไม่มีใครสงสัยในศักยภาพของพวกเขาอยู่แล้ว

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมากุนซือชาวเยอรมันจัดการซื้อนักเตะที่เกี่ยวข้องกับเกมรับมา 2 คน ซึ่งนอกจากอลิสซงแล้วก็มีฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยนจากโมนาโกมาร่วมทีม ซึ่งจะเข้ามารับบทเป็นมิดฟิลด์ตัวรับคอยสกรีนบอลอยู่หน้าแผงกองหลัง และหวังจะทำให้บอลไปถึงในแดนหลังน้อยลงกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งต้องมารอดูกันว่ามันจะช่วยลดภาระแนวรับที่มีเดยาน ลอฟเรน กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์เป็นตัวหลักได้หรือไม่ นี่ยังถือว่าเป็นคำถามที่ยังต้องรอเวลาในการพิสูจน์ระหว่างฤดูกาลนี้อีกครั้งว่าจะดีขึ้นหรือไม่

3 เกลอคนสุดท้าย

  หลังจากที่ถลุงเงินคงคลังของสโมสรไปแล้วกว่า 170 ล้านปอนด์ ทำให้ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะปิดตลาดการซื้อนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ไปแล้ว และเหลือเพียงโละนักเตะที่ไม่ได้ใช้งานออกจากทีมไปบ้าง เพื่อนำเงินเข้าสู่สโมสรเพื่อถ่วงงบดุล ทำให้ความหวังที่จะได้นักเตะใหม่ที่แฟน “เดอะ ค็อป” หวังเอาไว้ว่าจะเป็นนาบิล เฟคีร์ก็น่าจะจบไปแล้วด้วย สิ่งสำคัญลำดับต่อมาก็คือต้องพยายามต่อสัญญากับนักเตะคนสำคัญของทีมออกไปก่อน เพื่อรั้งนักเตะให้อยู่กับทีมต่อไปยาวๆ โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้ต่อสัญญากับโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ กองหน้าทีมชาติบราซิลออกไปแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และพึ่งต่อสัญญากับดาวเตะคนสำคัญอย่างโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ออกไปถึง 5 ปีก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นไม่นาน และยังแหลือรายสุดท้ายในแกงค์ 3 เกลอที่ยังไม่ได้รับการต่อสัญญาคือซาดิโอ มาเน่ ปีกทีมชาติเซเนกัล ที่ย้ายจากเซาต์แธมตันมาร่วมทีมเมื่อ 2 ปีที่แล้วด้วยราคาสูงถึง 34 ล้านปอนด์ และเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 5 ปี เท่ากับว่าตอนนี้สัญญาของดาวเตะวัย 26 ปียังเหลืออยู่ในถิ่นแอนฟิลด์อีก 3 ฤดูกาล แต่ล่าสุดมีข่าวรายงานว่าลิเวอร์พูลเตรียมจะคุยกับเอเย่นต์ของนักเตะเพื่อยื่นสัญญฉบับใหม่ให้พิจารณาในช่วงฤดูกาลนี้ทันที เพื่อเป็นการมัดใจดาวเตะคนสำคัญให้อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ต่อไปแบบยาวๆ เพื่อเป็นการการันตีว่านักเตะดาวดังจะยังอยู่กับเจอร์เก้น คล็อปป์ต่อไป

การยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับนักเตะทั้งๆ ที่ยังเหลือสัญญาอยู่ถึง 3 ปี มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาจริงใจ และจริงจังที่จะรั้งตัวเขาไว้ให้นานที่สุด เพื่อเป็นเครื่องการันตีของนักเตะ รวมถึงค่าเหนื่อยที่น่าจะได้เพิ่มขึ้นจากสัญญาฉบับเดิมอีกด้วย ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์คงมองว่าหากเขายังมี 3 ประสานในแดนหน้าอยู่กับทีม ทีมของเขาก็ยังจะแข็งแกร่งต่อไปอย่างแน่นอน         และอีกเหตุผลหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาหากมีการต่อสัญญาใหม่ก็คือค่าตัวของนักเตะคนนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นทันที ในกรณีที่มีทีมอื่นมาให้ความสนใจที่จะซื้อตัวไปร่วมทีม ซึ่งมูลค่านักเตะจะเพิ่มขึ้นหากนักเตะยังเหลือสัญญากับทีมอีกหลายปี และค่าตัวจะถูกลงมากหากสัญญาของนักเตะเหลือเพียง 2 ปีหรือปีเดียวเท่านั้น โดยซาดิโอ มาเน่เป็นกำลังสำคัญให้ลิเวอร์พูลมา 2 ปีแล้ว โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาสามารถทำได้ถึง 20 ประตู

ชัยชนะในแดงเดือด

     ชัยชนะในศึกแดงเดือดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในศึกอุ่นเครื่องอินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพหรือ ICC ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่อง แต่ก็ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่พัฒนาของลิเวอร์พูลจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทางเจอร์เก้น คล็อปป์จัด 11 ตัวจริงด้วยการใช้ทีมชุดใหญ่เกือบทั้งหมดโดยมีเพียงนายประตูสำรอง และราฟา กามาโช่ แบ็คขวาดาวรุ่งชาวโปรตุเกสเท่านั้นที่มาจากชุดเยาวชน ส่วนทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็จัดตัวไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยมีอเล็กซิส ซานเชซเป็นกองหน้า แดนกลางมีฆวน มาต้ากับอันเดร์ เอร์เรร่า ส่วนตัวอื่นๆ ก็เคยป้วนเปี้ยนอยู่ในทีมชุดใหญ่มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งเป็นทางลิเวอร์พูลทำได้ดีกว่าตลอดทั้งเกม และสามารถเอาชนะไปได้ 4-1 ซึ่งมาได้ 3 ประตูรวดในช่วงครึ่งเวลาหลังจากบรรดาผู้เล่นสำรองที่เปลี่ยนลงสนามลงไป ซึ่งสิ่งที่ลิเวอร์พูลทำได้ดีในครั้งนี้คือการเจาะเข้าไปในโซนรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ตลอด ถึงแม้โชเซ่ มูรินโญ่จะวางรถบัสจอดไว้ก็ตาม แต่ทางลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลังก็ทำได้ดีเช่นกัน แถมนักเตะที่ได้เปิดซิงในเกมนี้อย่างเซอร์ดาน ชากิรี่ยังสามารถทำประตูได้ด้วย โดยเป็นประตูสุดสวยจากการจักรยานอากาศอีกต่างหาก ทำให้เหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” น่าจะได้กระดี๊กระด๊ากันเต็มเหนี่ยว ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่มันแสดงให้เห็นว่าลูกทีมของกุนซือชาวเยอรมันพร้อมแล้วกับการเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในการแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

DNA ของอดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์เริ่มเข้าไปสู่ผู้เล่นของลิเวอร์พูลหมดแล้ว โดยพวกเขาสามารถเพรสซิ่งใส่คู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นคนไหนก็สามารถเข้าใจระบบการเล่นเวลาลงสนาม รวมถึงสิ่งที่ต้องทำในแต่ละตำแหน่งด้วย ทำให้เวลาลงสนามรูปเกมของลิเวอร์พูลจึงดูไม่แตกต่างกันนัก ไม่เหมือนกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ขาดตัวหลักไปเยอะ และดาวรุ่งที่ได้โอกาสก็เล่นโดยไม่มีแบบแผน และเหมือนเป็นการเอาตัวรอดไปตามสถานการณ์มากกว่า ทำให้บอลสะเปะสะปะไปหมด และพวกเขาหาโอกาสในเกมนี้ได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งทำให้ชัยชนะในศึกแดงเดือด In USA ครั้งนี้เป็นมากกว่าชัยชนะสำหรับทีมและแฟนบอล เพราะมันหมายถึงแสงสว่างและความหวังในฤดูกาลนี้ ที่มันได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ มาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้น่าจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้างแล้วหล่ะ

 

ขอหลังอีกซักตัว

            ถึงแม้ว่า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลทีมดังของพรีเมียร์ลีกจะทำการซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมด้วยมูลค่ารวมกว่า 175 ล้านปอนด์แล้ว แต่ในมุมของเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” ที่ไม่ได้เห็นสโมสรซื้อขายนักเตะได้เข้าตาแบบนี้มาแนนแล้วเหมือนจะยังไม่พอใจ และอาจจะขัดใจอยู่บ้างหากสโมสรจะหยุดอยู่ที่การซื้อตัวอลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลจากโรม่าเป็นรายสุดท้ายในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้

ถึงแม้จะมีนักเตะเพียง 4 รายที่เข้าสู่สโมสร แต่ว่าถือเป็น 4 นักเตะคุณภาพที่จะเข้ามาแก้ไขจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ทั้งหมด ทั้งนาบี เกต้า กองกลางชาวกินี ฟาบินโญ่ มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยน เซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกร่างเล็กชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้มาจากสโต๊ค ซิตี้ในราคาสุดถูกเพียง 13 ล้านปอนด์เท่านั้น เนื่องจากทีม “ช่างปั้นหม้อ” ต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิป และรายสุดท้ายเป็นอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลที่กลายเป็นผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกไปแล้ว ซึ่งเป็น 4 ตำแหน่งที่ทีมมีปัญหาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ยังมีอีก 1 ตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลควรจะซื้อเพิ่ม นั่นก็คือนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่ควรจะอัพเกรดคุณภาพให้ดีเหมือนเช่นตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ตามชาร์ตจะเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ กองหลังร่างสูงชาวดัตช์เป็นตัวจริงคู่กับเดยัน ลอฟเรน กองหลังรองแชมป์โลก ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวนัก แต่หากมองลึกลงไปในกรณีที่ตัวจริงบาดเจ็บ ตัวสำรองที่จะลงมาแทนค่อนข้างไว้ใจไม่ได้ ทั้งโจเอล มาติป ที่เล่นได้ใช้ได้ แต่เหมือนจะเป็นนักเตะประเภทกระดูกยุงที่บาดเจ็บได้ตลอดเวลา ส่วนอีกรายคือราดย่า คลาวาน กองหลังร่างสูงชาวไอซ์แลนด์ ที่ฝีเท้าไม่ถึงชั้นพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ ทำให้ทีมอาจจะมีปัญหาเอาได้หากกองหลังตัวหลักเกิดอาการบาดเจ็บรบกวนยาวๆ ซึ่งทีมควรจะซื้อนักเตะที่สามารถหมุนเวียนลงมาแทนกันได้ หรือเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่านี้

นักเตะที่เคยตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลในตำแหน่งกองหลังที่น่าสนใจสุดเห็นจะเป็นโดมากอย วิด้า ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียของเบซิคตัส ทีมในประเทศตุรกี ที่จับคู่กับเดยัน ลอฟเรนได้อย่างลงตัว และสามารถพาโครเอเชียเข้าชิงชนะเลิศมาด้วยกัน และน่าจะมีราคาไม่เกิน 20 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับสโมสร จะพ่ายเพิ่มอีกซัก 20 ล้านปอนด์คงไม่มีปัญหาอะไร