ชัยชนะในแดงเดือด

     ชัยชนะในศึกแดงเดือดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในศึกอุ่นเครื่องอินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพหรือ ICC ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่อง แต่ก็ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่พัฒนาของลิเวอร์พูลจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทางเจอร์เก้น คล็อปป์จัด 11 ตัวจริงด้วยการใช้ทีมชุดใหญ่เกือบทั้งหมดโดยมีเพียงนายประตูสำรอง และราฟา กามาโช่ แบ็คขวาดาวรุ่งชาวโปรตุเกสเท่านั้นที่มาจากชุดเยาวชน ส่วนทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็จัดตัวไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยมีอเล็กซิส ซานเชซเป็นกองหน้า แดนกลางมีฆวน มาต้ากับอันเดร์ เอร์เรร่า ส่วนตัวอื่นๆ ก็เคยป้วนเปี้ยนอยู่ในทีมชุดใหญ่มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งเป็นทางลิเวอร์พูลทำได้ดีกว่าตลอดทั้งเกม และสามารถเอาชนะไปได้ 4-1 ซึ่งมาได้ 3 ประตูรวดในช่วงครึ่งเวลาหลังจากบรรดาผู้เล่นสำรองที่เปลี่ยนลงสนามลงไป ซึ่งสิ่งที่ลิเวอร์พูลทำได้ดีในครั้งนี้คือการเจาะเข้าไปในโซนรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ตลอด ถึงแม้โชเซ่ มูรินโญ่จะวางรถบัสจอดไว้ก็ตาม แต่ทางลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลังก็ทำได้ดีเช่นกัน แถมนักเตะที่ได้เปิดซิงในเกมนี้อย่างเซอร์ดาน ชากิรี่ยังสามารถทำประตูได้ด้วย โดยเป็นประตูสุดสวยจากการจักรยานอากาศอีกต่างหาก ทำให้เหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” น่าจะได้กระดี๊กระด๊ากันเต็มเหนี่ยว ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่มันแสดงให้เห็นว่าลูกทีมของกุนซือชาวเยอรมันพร้อมแล้วกับการเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในการแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

DNA ของอดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์เริ่มเข้าไปสู่ผู้เล่นของลิเวอร์พูลหมดแล้ว โดยพวกเขาสามารถเพรสซิ่งใส่คู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นคนไหนก็สามารถเข้าใจระบบการเล่นเวลาลงสนาม รวมถึงสิ่งที่ต้องทำในแต่ละตำแหน่งด้วย ทำให้เวลาลงสนามรูปเกมของลิเวอร์พูลจึงดูไม่แตกต่างกันนัก ไม่เหมือนกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ขาดตัวหลักไปเยอะ และดาวรุ่งที่ได้โอกาสก็เล่นโดยไม่มีแบบแผน และเหมือนเป็นการเอาตัวรอดไปตามสถานการณ์มากกว่า ทำให้บอลสะเปะสะปะไปหมด และพวกเขาหาโอกาสในเกมนี้ได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งทำให้ชัยชนะในศึกแดงเดือด In USA ครั้งนี้เป็นมากกว่าชัยชนะสำหรับทีมและแฟนบอล เพราะมันหมายถึงแสงสว่างและความหวังในฤดูกาลนี้ ที่มันได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ มาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้น่าจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้างแล้วหล่ะ