คาดหวังกับสเตอร์ริดจ์

    หลังจากก่อนหน้านี้ที่แทบจะหมดโอกาส หมดอนาคตในถิ่นแอนฟิลด์ไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าสิงห์อีซ้ายชาวอังกฤษจะตายยาก ที่ดูเหมือนว่าจะกลับมาฟื้นคืนชีพ และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของลิเวอร์พูลในการเบียดลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเขาน่าจะหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ติดตัวเค้ามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เริ่มค้าแข้งมากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อมาเชลซี และกับลิเวอร์พูลนี้ด้วยที่แทบจะไม่มีฤดูกาลไหนที่เขาไม่เจ็บเลย ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาไม่ค่อยต่อเนื่อง และในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาก็ถูกปล่อยไปให้กับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยนยืมตัวไปใช้งานด้วย ซึ่งเกือบเป็นการขายขาดแล้วด้วยซ้ำ แต่พอย้ายไปลงสนามได้ไม่นานก็เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันดูเหมือนจะหมดความอดทนกับกองหน้าวัย 28 ปีรายนี้แล้ว และพร้อมจะปล่อยเขาออกไปจากทีมพร้อมๆ กับแดนนี่ อิงคส์ กองหน้าอีกรายที่ก็บาดเจ็บเป็นอาจิน แต่สเตอร์ริดจ์ก็เคยมีฤดูกาลที่ไม่บาดเจ็บเหมือนกันคือ 2013-2014 ที่เขาทำได้ถึง 21 ประตูในลีกโดยการจับคู่กับหลุยส์ ซัวเรซในฤดูกาลนั้นที่ทีมเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก

แต่ในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมาที่ลิเวอร์พูลมีการเริ่มเก็บตัวกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม และทางดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ก็ไม่ได้ไปติดทีมชาติอังกฤษทำศึกฟุตบอลโลกแต่อย่างใด ทำให้เขาได้ทำการเก็บตัวกับเพื่อนร่วมทีมเร็ว และได้เริ่มลงสนามเรียกความฟิตและความมั่นใจตั้งแต่แรกๆ ที่พวกเขาอุ่นเครื่องกับทีมเล็กๆ และทำประตูได้มาเรื่อยๆ ทำให้เขามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น บวกกับร่างกายที่ยังสดชื่นที่ได้พักในช่วงปิดฤดูกาลมา ทำให้ฟอร์มดีมาอย่างต่อเนื่อง บวกกับการมีเกมอุ่นเครื่องถึง 9 นัดของลิเวอร์พูล ทำให้เขาได้โอกาสลงสนามอยู่ตลอด และก็ยังทำผลงานได้ดีอยู่เรื่อยๆ โดยใน 9 นัดในการอุ่นเครื่องสเตอร์ริดจ์ได้ลงสนามทั้งหมด 368 นาที และทำได้ถึง 6 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมทีเดียวสำหรับเขา และเขาดูแข็งแรงขึ้นมากจากฤดูกาลก่อนหน้านี้ด้วย

ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ อาจจะเป็นไพ่ใบสำคัญในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูลด้วย แต่ต้องลุ้นว่าเขาจะรักษาสภาพร่างกายพร้อมลงสนามไปเป็นตัวสำรองทีเด็ดให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ได้ตลอดฤดูกาลนี้หรือไม่

บทความโดย  xn--789-1kl1enag3hb9fba7yzb6h.com

“หงส์” สนามซ้อม

     หลังจากที่แพ้ให้กับเรอัล มาดริดอย่างน่าเจ็บใจ 1-3 ในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก็เหมือนกับว่าทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ทำการบ้านมาหนักทีเดียวกับการวางแผนพรีซีซั่นในฤดูกาลนี้ ทั้งเรื่องของการเสริมทัพ รวมถึงเรื่องของการวางแผนการอุ่นเครื่องต่างๆ ด้วย โดยทีม “หงส์แดง” วางแผนการอุ่นเครื่องในช่วงหน้าร้อนนี้ไว้ถึง 9 นัดเลยทีเดียว ซึ่งพวกเขาเริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฏาคมเลยด้วย เรียกได้ว่าเริ่มเตะกันก่อนที่ฟุตบอลโลกที่รัสเซียยังไม่จบเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าช่วงนั้นจะเป็นนักเตะดาวรุ่ง และนักเตะที่ไม่ได้ติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมทีม และการทำการบ้านของกุนซือวัย 51 ปีที่ฤดูกาลนี้เขาดูจะมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะต้องพาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จให้ได้ไม่รายการใดรายการหนึ่งก็ตาม

ซึ่งจากผลงานการอุ่นเครื่องที่ผ่านมา ถือว่าลิเวอร์พูลเล่นกันได้อย่างสมราคาในการเป็นเต็ง 2 ที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้เป็นอย่างมาก รวมถึงสมราคากับมูลค่านักเตะที่พวกเขาใช้ซื้อไปในช่วงซัมเมอร์นี้ ที่พวกเขาใช้ไปกว่า 170 ล้านปอนด์ เพื่อแลกกับนักเตะ 4 คน ทั้งฟาบินโญ่ กองกลางตัวรับชาวบราซิเลี่ยน นาบี เกต้า จอมทัพทีมชาติกินี เซอร์ดาน ชากิรี ตัวรุกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ และอลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ซึ่งต่างได้เผดิมสนามในสีเสื้อของลิเวอร์พูลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากฟอร์มการอุ่นเครื่องที่ผ่านมา บรรดานักเตะใหม่ต่างกำลังอยู่ในระหว่างการปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีม รวมถึงปรับตัวกับสไตล์การเล่นของเจอร์เก้น คล็อปป์ด้วย ซึ่งก็มีแนวโน้มไปในทางที่ดีทั้งนั้น รวมถึงผลงานการอุ่นเครื่องที่ผ่านมาที่ถึงแม้ว่าจะวัดผลอะไรไม่ได้มากก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นผลการแข่ง%

เกมรับที่ยังเป็นคำถาม

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในยุคการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันขึ้นชื่อเรื่องการมีเกมรุกที่ดุดันอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งคล็อปป์มีสไตล์การคุมทีมที่โดดเด่นเรื่องเกมรุกมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ตอนที่คุมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ จนสามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีก้าเหนือบาเยิร์น มิวนิคมาแล้ว แต่ปัญหาเรื่องเกมรับถือว่ายังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกในช่วงเวลา 2 ฤดูกาลเศษๆ ที่เข้ามาคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์ ซึ่งกุนซือวัย 51 ปีก็พยายามใช้นักเตะตัวเดิมๆ ลองแก้ไขปัญหามาก่อน จนเห็นว่ามันไม่สามารถเยียวยาได้แล้วจึงไปยอมซื้อเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงของเซาต์แธมตันมาร่วมทีมด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวที่แพงที่สุดในโลกในตำแหน่งกองหลังอีกด้วยเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และทำให้เกมรับของทีมดูดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และสามารถพาทีมผ่านเข้าชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ด้วย ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะพ่ายให้กับเรอัล มาดริดอย่างน่าเสียดายก็ตาม

หลังจากพ่ายให้กับเรอัล มาดริด 1-3 ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ทำให้พฤติกรรมการซื้อนักเตะของเจอร์เก้น คล็อปป์เปลี่ยนไป และใช้เงินซื้อนักเตะมากขึ้นจนน่าตกใจ แต่สิ่งที่กุนซือชาวเยอรมันซื้อนั้นเป็นการซื้อในตำแหน่งผู้รักษาประตู คือไปได้อลิสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลของโรม่ามาร่วมทีมด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกอีกครั้งในตำแหน่งผู้รักษาประตู เพื่อจะเอามาเป็นมือ 1 แทนที่ของลอริส คาริอุส นายทวารวัย 25 ปีที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจนทำให้ทีมเสียประตูบ่อยครั้ง ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์เชื่อว่าอลิสซงจะมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จ แต่คำถามคือเกมรับของลิเวอร์พูลจะไว้ใจได้แล้วจริงหรือไม่ในฤดูกาลนี้ ส่วนเกมรุกนั้นไม่มีใครสงสัยในศักยภาพของพวกเขาอยู่แล้ว

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมากุนซือชาวเยอรมันจัดการซื้อนักเตะที่เกี่ยวข้องกับเกมรับมา 2 คน ซึ่งนอกจากอลิสซงแล้วก็มีฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยนจากโมนาโกมาร่วมทีม ซึ่งจะเข้ามารับบทเป็นมิดฟิลด์ตัวรับคอยสกรีนบอลอยู่หน้าแผงกองหลัง และหวังจะทำให้บอลไปถึงในแดนหลังน้อยลงกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งต้องมารอดูกันว่ามันจะช่วยลดภาระแนวรับที่มีเดยาน ลอฟเรน กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์เป็นตัวหลักได้หรือไม่ นี่ยังถือว่าเป็นคำถามที่ยังต้องรอเวลาในการพิสูจน์ระหว่างฤดูกาลนี้อีกครั้งว่าจะดีขึ้นหรือไม่

3 เกลอคนสุดท้าย

  หลังจากที่ถลุงเงินคงคลังของสโมสรไปแล้วกว่า 170 ล้านปอนด์ ทำให้ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะปิดตลาดการซื้อนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ไปแล้ว และเหลือเพียงโละนักเตะที่ไม่ได้ใช้งานออกจากทีมไปบ้าง เพื่อนำเงินเข้าสู่สโมสรเพื่อถ่วงงบดุล ทำให้ความหวังที่จะได้นักเตะใหม่ที่แฟน “เดอะ ค็อป” หวังเอาไว้ว่าจะเป็นนาบิล เฟคีร์ก็น่าจะจบไปแล้วด้วย สิ่งสำคัญลำดับต่อมาก็คือต้องพยายามต่อสัญญากับนักเตะคนสำคัญของทีมออกไปก่อน เพื่อรั้งนักเตะให้อยู่กับทีมต่อไปยาวๆ โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้ต่อสัญญากับโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ กองหน้าทีมชาติบราซิลออกไปแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และพึ่งต่อสัญญากับดาวเตะคนสำคัญอย่างโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ออกไปถึง 5 ปีก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นไม่นาน และยังแหลือรายสุดท้ายในแกงค์ 3 เกลอที่ยังไม่ได้รับการต่อสัญญาคือซาดิโอ มาเน่ ปีกทีมชาติเซเนกัล ที่ย้ายจากเซาต์แธมตันมาร่วมทีมเมื่อ 2 ปีที่แล้วด้วยราคาสูงถึง 34 ล้านปอนด์ และเซ็นสัญญากันเป็นเวลา 5 ปี เท่ากับว่าตอนนี้สัญญาของดาวเตะวัย 26 ปียังเหลืออยู่ในถิ่นแอนฟิลด์อีก 3 ฤดูกาล แต่ล่าสุดมีข่าวรายงานว่าลิเวอร์พูลเตรียมจะคุยกับเอเย่นต์ของนักเตะเพื่อยื่นสัญญฉบับใหม่ให้พิจารณาในช่วงฤดูกาลนี้ทันที เพื่อเป็นการมัดใจดาวเตะคนสำคัญให้อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ต่อไปแบบยาวๆ เพื่อเป็นการการันตีว่านักเตะดาวดังจะยังอยู่กับเจอร์เก้น คล็อปป์ต่อไป

การยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับนักเตะทั้งๆ ที่ยังเหลือสัญญาอยู่ถึง 3 ปี มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาจริงใจ และจริงจังที่จะรั้งตัวเขาไว้ให้นานที่สุด เพื่อเป็นเครื่องการันตีของนักเตะ รวมถึงค่าเหนื่อยที่น่าจะได้เพิ่มขึ้นจากสัญญาฉบับเดิมอีกด้วย ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์คงมองว่าหากเขายังมี 3 ประสานในแดนหน้าอยู่กับทีม ทีมของเขาก็ยังจะแข็งแกร่งต่อไปอย่างแน่นอน         และอีกเหตุผลหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาหากมีการต่อสัญญาใหม่ก็คือค่าตัวของนักเตะคนนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นทันที ในกรณีที่มีทีมอื่นมาให้ความสนใจที่จะซื้อตัวไปร่วมทีม ซึ่งมูลค่านักเตะจะเพิ่มขึ้นหากนักเตะยังเหลือสัญญากับทีมอีกหลายปี และค่าตัวจะถูกลงมากหากสัญญาของนักเตะเหลือเพียง 2 ปีหรือปีเดียวเท่านั้น โดยซาดิโอ มาเน่เป็นกำลังสำคัญให้ลิเวอร์พูลมา 2 ปีแล้ว โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาสามารถทำได้ถึง 20 ประตู

ชัยชนะในแดงเดือด

     ชัยชนะในศึกแดงเดือดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในศึกอุ่นเครื่องอินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพหรือ ICC ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่อง แต่ก็ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่พัฒนาของลิเวอร์พูลจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทางเจอร์เก้น คล็อปป์จัด 11 ตัวจริงด้วยการใช้ทีมชุดใหญ่เกือบทั้งหมดโดยมีเพียงนายประตูสำรอง และราฟา กามาโช่ แบ็คขวาดาวรุ่งชาวโปรตุเกสเท่านั้นที่มาจากชุดเยาวชน ส่วนทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็จัดตัวไม่ได้ขี้เหร่อะไร โดยมีอเล็กซิส ซานเชซเป็นกองหน้า แดนกลางมีฆวน มาต้ากับอันเดร์ เอร์เรร่า ส่วนตัวอื่นๆ ก็เคยป้วนเปี้ยนอยู่ในทีมชุดใหญ่มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งเป็นทางลิเวอร์พูลทำได้ดีกว่าตลอดทั้งเกม และสามารถเอาชนะไปได้ 4-1 ซึ่งมาได้ 3 ประตูรวดในช่วงครึ่งเวลาหลังจากบรรดาผู้เล่นสำรองที่เปลี่ยนลงสนามลงไป ซึ่งสิ่งที่ลิเวอร์พูลทำได้ดีในครั้งนี้คือการเจาะเข้าไปในโซนรับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ตลอด ถึงแม้โชเซ่ มูรินโญ่จะวางรถบัสจอดไว้ก็ตาม แต่ทางลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลังก็ทำได้ดีเช่นกัน แถมนักเตะที่ได้เปิดซิงในเกมนี้อย่างเซอร์ดาน ชากิรี่ยังสามารถทำประตูได้ด้วย โดยเป็นประตูสุดสวยจากการจักรยานอากาศอีกต่างหาก ทำให้เหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” น่าจะได้กระดี๊กระด๊ากันเต็มเหนี่ยว ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่มันแสดงให้เห็นว่าลูกทีมของกุนซือชาวเยอรมันพร้อมแล้วกับการเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในการแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

DNA ของอดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์เริ่มเข้าไปสู่ผู้เล่นของลิเวอร์พูลหมดแล้ว โดยพวกเขาสามารถเพรสซิ่งใส่คู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นคนไหนก็สามารถเข้าใจระบบการเล่นเวลาลงสนาม รวมถึงสิ่งที่ต้องทำในแต่ละตำแหน่งด้วย ทำให้เวลาลงสนามรูปเกมของลิเวอร์พูลจึงดูไม่แตกต่างกันนัก ไม่เหมือนกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ขาดตัวหลักไปเยอะ และดาวรุ่งที่ได้โอกาสก็เล่นโดยไม่มีแบบแผน และเหมือนเป็นการเอาตัวรอดไปตามสถานการณ์มากกว่า ทำให้บอลสะเปะสะปะไปหมด และพวกเขาหาโอกาสในเกมนี้ได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งทำให้ชัยชนะในศึกแดงเดือด In USA ครั้งนี้เป็นมากกว่าชัยชนะสำหรับทีมและแฟนบอล เพราะมันหมายถึงแสงสว่างและความหวังในฤดูกาลนี้ ที่มันได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ มาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้น่าจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้างแล้วหล่ะ

 

ขอหลังอีกซักตัว

            ถึงแม้ว่า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลทีมดังของพรีเมียร์ลีกจะทำการซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมด้วยมูลค่ารวมกว่า 175 ล้านปอนด์แล้ว แต่ในมุมของเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” ที่ไม่ได้เห็นสโมสรซื้อขายนักเตะได้เข้าตาแบบนี้มาแนนแล้วเหมือนจะยังไม่พอใจ และอาจจะขัดใจอยู่บ้างหากสโมสรจะหยุดอยู่ที่การซื้อตัวอลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลจากโรม่าเป็นรายสุดท้ายในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้

ถึงแม้จะมีนักเตะเพียง 4 รายที่เข้าสู่สโมสร แต่ว่าถือเป็น 4 นักเตะคุณภาพที่จะเข้ามาแก้ไขจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ทั้งหมด ทั้งนาบี เกต้า กองกลางชาวกินี ฟาบินโญ่ มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยน เซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกร่างเล็กชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้มาจากสโต๊ค ซิตี้ในราคาสุดถูกเพียง 13 ล้านปอนด์เท่านั้น เนื่องจากทีม “ช่างปั้นหม้อ” ต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิป และรายสุดท้ายเป็นอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลที่กลายเป็นผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกไปแล้ว ซึ่งเป็น 4 ตำแหน่งที่ทีมมีปัญหาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ยังมีอีก 1 ตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลควรจะซื้อเพิ่ม นั่นก็คือนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่ควรจะอัพเกรดคุณภาพให้ดีเหมือนเช่นตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ตามชาร์ตจะเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ กองหลังร่างสูงชาวดัตช์เป็นตัวจริงคู่กับเดยัน ลอฟเรน กองหลังรองแชมป์โลก ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวนัก แต่หากมองลึกลงไปในกรณีที่ตัวจริงบาดเจ็บ ตัวสำรองที่จะลงมาแทนค่อนข้างไว้ใจไม่ได้ ทั้งโจเอล มาติป ที่เล่นได้ใช้ได้ แต่เหมือนจะเป็นนักเตะประเภทกระดูกยุงที่บาดเจ็บได้ตลอดเวลา ส่วนอีกรายคือราดย่า คลาวาน กองหลังร่างสูงชาวไอซ์แลนด์ ที่ฝีเท้าไม่ถึงชั้นพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ ทำให้ทีมอาจจะมีปัญหาเอาได้หากกองหลังตัวหลักเกิดอาการบาดเจ็บรบกวนยาวๆ ซึ่งทีมควรจะซื้อนักเตะที่สามารถหมุนเวียนลงมาแทนกันได้ หรือเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่านี้

นักเตะที่เคยตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลในตำแหน่งกองหลังที่น่าสนใจสุดเห็นจะเป็นโดมากอย วิด้า ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียของเบซิคตัส ทีมในประเทศตุรกี ที่จับคู่กับเดยัน ลอฟเรนได้อย่างลงตัว และสามารถพาโครเอเชียเข้าชิงชนะเลิศมาด้วยกัน และน่าจะมีราคาไม่เกิน 20 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับสโมสร จะพ่ายเพิ่มอีกซัก 20 ล้านปอนด์คงไม่มีปัญหาอะไร

คาริอุสหมดสภาพ

            การย้ายจากไมนซ์ 05 มาร่วมทีมลิเวอร์พูลในปี 2016 ด้วยค่าตัวเพียง 4.75 ล้านปอนด์ สำหรับลอริส คาริอุส นายประตูวัย 25 ปี ก็บ่งบอกให้เห็นแล้วว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมไม่ได้ตั้งใจจะคว้าตัวมาร่วมทีมแบบหวังว่าจะให้เป็นมือ 1 ในถิ่นแอนฟิลด์ในระยะยาว โดยตอนนั้นคาริอุสมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะได้ขึ้นมาเป็นมือ 1 กับทีมจากบุนเดสลีก้ามา 3 ฤดูกาลแล้วก็ตาม ซึ่งในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเขาก็มานั่งเป็นตัวสำรองของซิมิง มิโญเล่ต์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยม ก่อนจะมาได้รับโอกาสลงเฝ้าเสาในเกมบอลถ้วย และบางช่วงที่มิโญเล่ต์ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งฤดูกาลแรกของเขาก็ไม่ได้แสดงความผิดพลาดอะไรมากมาย

เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาได้รับโอกาสลงสนามบ่อยขึ้น โดยชนะช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล ซึ่งตอนแรกเหมือนจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากฤดูกาลที่แล้วพอสมควร แต่สุดท้ายก็เริ่มมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ทีมต้องเสียประตูในช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งในตำแหน่งอื่นๆ การผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อาจจะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อทีมมากนัก แต่กับตำแหน่งผู้รักษาประตูแล้ว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือการเสียประตูในทันที และมันก็เกิดกับลอริส คาริอุสในนัดสำคัญที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเขา คือในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ลิเวอร์พูลออกนำเรอัล มาดริดไปก่อน 1-0 แต่ด้วยความทะเล่อทะล่าของเขาที่ไปโดนคาริม เบนเซม่าฉกบอลไปยิงตีเสมอนิ่มๆ ทำให้โมเมนตั้มของเกมเปลี่ยนไปทันที และหลังจากนั้นเขาก็พลาดอีกครั้ง เมื่อรับลูกยิงไกลของแกเร็ธ เบล กระฉอกเข้าประตูไป ทำให้เกมขาดเป็น 3-1 ซึ่งเป็นลูกปิดบัญชี และยื่นแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันให้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทันที

ซึ่งเจ้านายอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็มีการออกมาสัมภาษณ์ในเชิงปกป้องโดยตลอด และเตรียมจะให้เขาแก้ตัวโดยการเป็นมือ 1 ของทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้แบบเต็มตัว แต่นายทวารวัย 25 ปีก็ทำมันพังซะก่อน เมื่อไปทำงามหน้าพลาดการรับฟรีคิกกระฉอกให้คู่แข่งซ้ำเข้าประตูไปง่ายๆ และนั่นทำให้กุนซือชาวเยอรมันหมดความอดทน เลยไปสอยอลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลมาจากโรม่าด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตู ทำให้แผนการซื้อนักเตะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย จากที่เคยจะกักไว้ซื้อนักเตะรายอื่นเข้ามา แต่ดูจากสภาพที่กู่ไม่กลับของลอริส คาริอุสแล้ว ทำให้กุนซือวัย 51 ปี ตัดสินใจเปลี่ยนมือ 1 ของทีมเลยดีกว่า