ขอหลังอีกซักตัว

            ถึงแม้ว่า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลทีมดังของพรีเมียร์ลีกจะทำการซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมด้วยมูลค่ารวมกว่า 175 ล้านปอนด์แล้ว แต่ในมุมของเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” ที่ไม่ได้เห็นสโมสรซื้อขายนักเตะได้เข้าตาแบบนี้มาแนนแล้วเหมือนจะยังไม่พอใจ และอาจจะขัดใจอยู่บ้างหากสโมสรจะหยุดอยู่ที่การซื้อตัวอลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลจากโรม่าเป็นรายสุดท้ายในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้

ถึงแม้จะมีนักเตะเพียง 4 รายที่เข้าสู่สโมสร แต่ว่าถือเป็น 4 นักเตะคุณภาพที่จะเข้ามาแก้ไขจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ทั้งหมด ทั้งนาบี เกต้า กองกลางชาวกินี ฟาบินโญ่ มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยน เซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกร่างเล็กชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้มาจากสโต๊ค ซิตี้ในราคาสุดถูกเพียง 13 ล้านปอนด์เท่านั้น เนื่องจากทีม “ช่างปั้นหม้อ” ต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิป และรายสุดท้ายเป็นอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลที่กลายเป็นผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกไปแล้ว ซึ่งเป็น 4 ตำแหน่งที่ทีมมีปัญหาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ยังมีอีก 1 ตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลควรจะซื้อเพิ่ม นั่นก็คือนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่ควรจะอัพเกรดคุณภาพให้ดีเหมือนเช่นตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ตามชาร์ตจะเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ กองหลังร่างสูงชาวดัตช์เป็นตัวจริงคู่กับเดยัน ลอฟเรน กองหลังรองแชมป์โลก ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวนัก แต่หากมองลึกลงไปในกรณีที่ตัวจริงบาดเจ็บ ตัวสำรองที่จะลงมาแทนค่อนข้างไว้ใจไม่ได้ ทั้งโจเอล มาติป ที่เล่นได้ใช้ได้ แต่เหมือนจะเป็นนักเตะประเภทกระดูกยุงที่บาดเจ็บได้ตลอดเวลา ส่วนอีกรายคือราดย่า คลาวาน กองหลังร่างสูงชาวไอซ์แลนด์ ที่ฝีเท้าไม่ถึงชั้นพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ ทำให้ทีมอาจจะมีปัญหาเอาได้หากกองหลังตัวหลักเกิดอาการบาดเจ็บรบกวนยาวๆ ซึ่งทีมควรจะซื้อนักเตะที่สามารถหมุนเวียนลงมาแทนกันได้ หรือเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่านี้

นักเตะที่เคยตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลในตำแหน่งกองหลังที่น่าสนใจสุดเห็นจะเป็นโดมากอย วิด้า ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียของเบซิคตัส ทีมในประเทศตุรกี ที่จับคู่กับเดยัน ลอฟเรนได้อย่างลงตัว และสามารถพาโครเอเชียเข้าชิงชนะเลิศมาด้วยกัน และน่าจะมีราคาไม่เกิน 20 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับสโมสร จะพ่ายเพิ่มอีกซัก 20 ล้านปอนด์คงไม่มีปัญหาอะไร

คาริอุสหมดสภาพ

            การย้ายจากไมนซ์ 05 มาร่วมทีมลิเวอร์พูลในปี 2016 ด้วยค่าตัวเพียง 4.75 ล้านปอนด์ สำหรับลอริส คาริอุส นายประตูวัย 25 ปี ก็บ่งบอกให้เห็นแล้วว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมไม่ได้ตั้งใจจะคว้าตัวมาร่วมทีมแบบหวังว่าจะให้เป็นมือ 1 ในถิ่นแอนฟิลด์ในระยะยาว โดยตอนนั้นคาริอุสมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะได้ขึ้นมาเป็นมือ 1 กับทีมจากบุนเดสลีก้ามา 3 ฤดูกาลแล้วก็ตาม ซึ่งในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเขาก็มานั่งเป็นตัวสำรองของซิมิง มิโญเล่ต์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยม ก่อนจะมาได้รับโอกาสลงเฝ้าเสาในเกมบอลถ้วย และบางช่วงที่มิโญเล่ต์ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งฤดูกาลแรกของเขาก็ไม่ได้แสดงความผิดพลาดอะไรมากมาย

เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาได้รับโอกาสลงสนามบ่อยขึ้น โดยชนะช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล ซึ่งตอนแรกเหมือนจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากฤดูกาลที่แล้วพอสมควร แต่สุดท้ายก็เริ่มมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ทีมต้องเสียประตูในช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งในตำแหน่งอื่นๆ การผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อาจจะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อทีมมากนัก แต่กับตำแหน่งผู้รักษาประตูแล้ว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือการเสียประตูในทันที และมันก็เกิดกับลอริส คาริอุสในนัดสำคัญที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเขา คือในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ลิเวอร์พูลออกนำเรอัล มาดริดไปก่อน 1-0 แต่ด้วยความทะเล่อทะล่าของเขาที่ไปโดนคาริม เบนเซม่าฉกบอลไปยิงตีเสมอนิ่มๆ ทำให้โมเมนตั้มของเกมเปลี่ยนไปทันที และหลังจากนั้นเขาก็พลาดอีกครั้ง เมื่อรับลูกยิงไกลของแกเร็ธ เบล กระฉอกเข้าประตูไป ทำให้เกมขาดเป็น 3-1 ซึ่งเป็นลูกปิดบัญชี และยื่นแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันให้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทันที

ซึ่งเจ้านายอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็มีการออกมาสัมภาษณ์ในเชิงปกป้องโดยตลอด และเตรียมจะให้เขาแก้ตัวโดยการเป็นมือ 1 ของทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้แบบเต็มตัว แต่นายทวารวัย 25 ปีก็ทำมันพังซะก่อน เมื่อไปทำงามหน้าพลาดการรับฟรีคิกกระฉอกให้คู่แข่งซ้ำเข้าประตูไปง่ายๆ และนั่นทำให้กุนซือชาวเยอรมันหมดความอดทน เลยไปสอยอลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลมาจากโรม่าด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตู ทำให้แผนการซื้อนักเตะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย จากที่เคยจะกักไว้ซื้อนักเตะรายอื่นเข้ามา แต่ดูจากสภาพที่กู่ไม่กลับของลอริส คาริอุสแล้ว ทำให้กุนซือวัย 51 ปี ตัดสินใจเปลี่ยนมือ 1 ของทีมเลยดีกว่า